ธรรมะน่ารู้
เมตตา ปัญญา สามัคคี มีน้ำใจ ให้ผู้อื่น
เครือข่ายสายใยมนุษย์
โดย อาจารย์พรหมลัคนา ชะตางาม(พิสิษฐ์)
มนุษย์ทุกคนคือพี่น้องกัน
มนุษย์ทุกคนคือพี่น้องกัน ทุกชาติทุกศาสนา ล้วนมาจากแหล่งเดียวกัน เปรียบเสมือนแห มีตาข่ายเชื่อมโยงกันตลอด ขึ้นอยู่กับว่าตาของแหนั้น อยู่ในตาที่ใกล้หรือไกลกันเท่านั้น ถ้าตาแหอยู่ใกล้กันก็เป็นญาติสนิทกัน ถ้าตาแหอยู่ไกลออกไปก็เป็นญาติห่างๆ กัน
เมื่อเราทราบแล้วว่าทุกคนในโลกนี้คือพี่น้องกัน เราจะไปแบ่งแยก
รังเกียจเดียดฉันท์อิจฉาริษยา โกรธเกลียดกันไปทำไม ในเมื่อทุกคนคือพี่น้องกัน
วิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็หมุนเวียนกันไป เหมือนช่องไฟ
แล้วก็จะไหลตามกันไปเรื่อยๆ หมุนเวียนกันไป เกิดเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย
ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ที่ตนเองได้
สร้างเอาไว้ แล้วแต่สร้างกรรมดีหรือกรรมชั่ว ถ้าสร้างกรรมดี เรียกว่า กุศลกรรม
ถ้าสร้างกรรมชั่วเรียกว่า อกุศลกรรม ถ้าสร้างกรรมดีไว้มากก็จะได้ผลดีมาก
จะพบแต่สิ่งที่ดีแต่ถ้าสร้างกรรมชั่วไว้มากกรรมชั่วก็จะส่งผลมากได้รับความลำบากยากแค้น
ยากจนพบแต่สิ่งไม่ดี เมื่อเราทราบดีแล้วว่าการสร้างกรรมดีหรือกรรมชั่วมีผลต่อเราจริงแล้ว
ก็ควรเลือกทำในสิ่งที่เป็นกุศลกรรม จะได้นำพาให้เราพบแต่สิ่งที่ดี
การสร้างกรรมดีหรือกรรมชั่วนั้นเกิดขึ้นได้หลายทาง เช่น กาย วาจา ใจ
ถ้าเราจะสร้างกรรมดี เราจะต้องปฏิบัติทั้งกาย วาจา และใจ ทำอะไรก็ก็ต้อง
ทำด้วยความบริสุทธิ์ คือจะทำอะไรก็ตามต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อน
จึงจะเรียกว่าการสร้างกรรมดี
ในทางตรงกันข้าม ทำอะไรก็ตามที่ทำให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อน
ด้วยกาย วาจา และใจถือว่าเป็นการสร้างกรรมที่ไม่ดีเป็นต้น
ดั้งนั้นมนุษย์ที่เกิดมาแล้วควรเลือกสร้างแต่กรรมดีเอาไว้เป็นดีที่สุด
อย่าประมาทเป็นอันขาด
มีเรื่องที่จะเล่าอีกมากมายค่อยมาเล่าต่อนะครับ
หัวใจนะโม และการบูชาพระราหู
ในหัวใจของผู้ใดมีธรรม ๕ ประการตั้งอยู่ คือ ศรัทธา ทาน ศีล สมาธิ ปัญญาหรือ
หมั่นศึกษาธรรม ๕ ประการ คือ ใคร่ครวญอยู่เนื่อง ๆผู้นั้นจะเป็นผู้ถึงคุณสมบัติพร้อม
ที่จะเป็นเจ้าของ หัวใจ นะโม นี้โดยชอบเพราะผู้นั้นมีโอกาศถึงความเป็นอริยะบุคคล
ในอนาคตกาลเป็นแท้
เมื่อยังไม่บรรลุมรรคผล มีชีวิตอยู่อย่างกัลยาณชนจะเป็นผู้ปลอดภัยจากมนุสภัย อมนุสภัย
และภัยอันเกิดจากธรรมชาติไม่เกิดโรคร้ายแรง ไม่ตายโหง
๑. บริกรรมอยู่ ขณะป่วยโรคจะหายเร็ว
๒. ตายมีสติ ไม่ตกนรก
๓. เสกข้าว น้ำ ยา กินขจัดและป้องกันโรคร้าย
๔. ค้าขายทำกินจุดธูปหอมดุสิต ๘ ดอก บูชาค้าขายดี ทำกินอาชีพเจริญมั่นคง
(เว้นผู้มิจฉาอาชีวะ)
๕. มีเทวดารักษาดูแล ไม่ว่าจะอยู่จะไปในที่ใด
๖. ใส่บาตรเสมอ ตรวจน้ำให้อาจารย์ทั้ง ๕ คือ
๑. สาตาคียักโข
๒. ท้าวจาตุมหาราช ทั้งสี่
๓. พระอินทร์
๔. พระราหู
๕. พระพรหม
จะถึงความร่ำรวยในชาตินี้ เพราะพระอาจารย์ทั้ง ๕ (แปด) องค์นี้ท่านเป็นผู้ตั้ง
นะโม ขึ้นในโลกทั้งสามก่อนเทวดาและมนุษย์อื่นๆจึงควรได้รับการบูชาอยู่เสมอ
ในฐานะเป็น อาจารย์ ของอาจารย์ทั้งหลาย
ตัสสะ อสุรินโท โส โพธิสัตโต สัมมาสัมพุทโธ อนาคเต
สวดบูชาอยู่เสมอ ชีวิตจะรุ่งเรือง คำว่า ตัสสะ บริกรรมเสมอป้องกันภัยทั้งปวง
ในเวลาเดินทางหรือขณะอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวบริกรรมภาวนาขณะเดินทาง
ไม่จำเป็นต้องใช้ธูป
ผู้กล่าว นะโม ครั้งแรกในโลก
๑. นะโม (สาตาคียักโข)
๒. ตัสสะ (อสุรินทรราหู)
๓. ภควโต (จาตุมหาราช "เปล่งเสียงพร้อมกันทั้งสี่องค์")
๔. อรหโต (สักโกเทวราชา)
๕. สัมมาสัมพุทธัสส (สหัมบดีพรหมา)
รวมเป็น นะโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
(ผู้ใดจะทำการให้ศักดิ์สิทธิ์ ต้องตั้งนะโม ก่อนเสมอ)ถอดเป็นหัวใจนะโม
ใช้บริกรรมภาวนาสั้น ๆว่า
น. ต. ภ. อ. ส. หัวใจมนุษย์แปดพวกคือ ทุ กะ ภะ กรุ อะ ระ ขุ สะ
นำมาใช้เป็นพระคาถาบูชาพระราหูโพธิสัตย์ที่จะมาตรัสรู้เป็นอันดับที่ ๕
นับจากพระศรีอริยเมตตรัยเป็นต้นไป
พระราหูเป็นบรมครูโหราจารย์ในภาคเทวดา มีหน้าที่ควบคุมเวลา คือ
อายุมนุษย์สัตว์โลกและเทวดาทั้ง ๗ องค์ที่ประจำทักษาและตรวจตรา
เยี่ยมเยือนเทวดาทั้ง ๗ นั้นอยู่เสมอและมีอำนาจสั่งให้ลงโทษมนุษย์ผู้มี
มิจฉาอาชีวะสนับสนุนพิทักษ์รักษามนุษย์ผู้ประกอบสัมมาอาชีวะ
และผู้ตั้งอยู่ในธรรมห้าประการดังกล่าวแล้ว
ในเรื่องหัวใจนะโมนั้นผู้ใดจะบูชาพระราหู คือพระโพธิสัตย์ผู้มุ่งสร้างบารมี
เพื่อการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์ที่ห้า นับจากพระศรีอาริยะเมตตรัย
นั้นควรบูชาด้วยดอกไม้ แปดสีมีดอกดาวเรืองและบานไม่รู้โรยเป็นประธาน
และดอกไม้อื่นให้ครบแปดสีและเครื่องบูชามี น้ำผึ้งน้ำอ้อย น้ำตาลนมสด
น้ำเปล่าสะอาดทองคำเปลวใบมะขามดอกบัวขาวผลไม้ธูปที่ใช้ควรใช้ธูปหอมดุสิต
ด้วยพระคาถาต่อไปนี้
พระคาถาบูชาพระราหู
นะ ตะ ภะ อะ สะ ทุ กะ ภะ กรุ อะ ระ ขุ สะชนะใจมนุษย์ ทั้งบุรุษสตรี
สมณะพราหม์ชี มีเมตตากรุณัง สิทธิกิจจังสิทธิกัมมัง สิทธิวาจัง สิทธิชัยยัง
สัพพะปาปังสัพพะศัตรูวินาศสันติสิทธิลาภัง ภวันตุเมฯ
การใช้ธูปหอมดุสิต
๘ ดอก หาลาภ ค้าขาย อาชีพอื่น ๆ
๙ ดอก ทำมงคลต่าง ๆ
๑๐ ดอก บำเพ็ญกุศลบารมี
๑๖ ดอก เจริญสมาธิบารมี
๓๒ ดอก รักษาโรคแก้โรค
๓๖ ดอก ปราบปรามศัตรู แก้คดี ลอยเคราะห์ ปล่อยสัตว์ กระทำอโหสิกรรมเท่าอายุ
ประกอบกุศลต่ออายุบอกเมื่อจะเปลี่ยนอาชีพ
๑๐๘ ดอก บำเพ็ญกุศลใหญ่ และการบูชาเทวดานพพระเคราะห์ ว่า พระคาถาดังนี้
ตัสสะ อสุรินโท โส โพธิสัตโต สัมมาสัมพุทโธ อนาคเต
สวดบูชาอยู่เสมอ ชีวิตจะรุ่งเรือง คำว่า ตัสสะ บริกรรมเสมอป้องกันภัยทั้งปวง
ในเวลาเดินทางหรือขณะอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวบริกรรมภาวนาขณะเดินทาง
ไม่จำเป็นต้องใช้ธูป
จากคำภีร์อนาคตวงศ์ กล่าวไว้ว่า
องค์สมเด็จพระมหามุนีธิคุณเจ้าแห่งเราทั้งหลายตรัสพระสัทธรรมเทศนา
แก่พระสารีบุตรว่า นานไปเบื้องหน้าพระโพธิสัตว์ทั้ง ๑๐ พระองค์นั้น
จะได้ตรัสรู้แด่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณเป็นลำดับกันฯ คือ
- องค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้าเป็นปฐมที่ ๑
- ถัดนั้นจึง พระรามโพธิสัตว์จะได้ตรัสที่ ๒
- ถัดนั้นจึง พระเจ้าปเสนธิโกศลจะได้ตรัสเป็นพระธรรมราชาที่ ๓
- ถัดนั้น พระยามาราธิราช จะได้ตรัสเป็นพระธรรมสามีที่ ๔
- ถัดนั้น อสุรินทราหู จะได้ตรัสเป็นพระนารทะที่ ๕
- ถัดนั้น โสณพราหมณ์ จะได้ตรัสเป็นพระรังสีมุนีที่ ๖
- ถัดนั้น สุภพราหมณ์ จะได้ตรัสเป็นพระเทวเทพที่ ๗
- ถัดนั้น โตไทยพราหมณ์ จะได้ตรัสเป็นพระนรสีหะที่ ๘
- ถัดนั้น ช้างธนบาลหัตถีนาฬาคีรี จะได้ตรัสเป็นพระติสสะที่ ๙
- ถัดนั้น ช้างปาลิไลยหัตถี จะได้ตรัสเป็นพระสุมงคลที่ ๑๐
ธรรมะน่ารู้ โดยอาจารย์พรหมลัคนา ชะตางาม(พิสิษฐ์)
ความหมายของธาตุทั้ง ๕
1.ทิศตะวันออกธาตุ “ ไม้ .” คุณธรรมห้าของสวรรค์คือ “ เริ่มต้น
สีคือ สีเขียว ฤดูคือ ฤดูใบไม้ผลิ ความสัมพันธ์แห่งสังคมคือ
“เมตตา.”
ในร่างกายคนคืออยู่ที่ “ ตับ เอ็น ” เป็นหลัก ตรงกับศีลข้อที่1 คือ
“ห้ามฆ่าสัตว์”
สีเขียวเป็นยาวิเศษที่สามารถปลดเปลื้องความอึดอัดมันสามารถระบาย
ความเหี่ยวเฉาและความ อึมครึมได้ดังนั้นผู้ที่ชอบรักสีเขียว ล้วนเป็น
บุคคลที่สดชื่นกระปรี้กระเปร่านี่คือที่มาของธาตุไม้
ธาตุทอง
ทิศตะวันตกเป็น “ธาตุทอง” ในคุณธรรมห้าแห่งสวรรค์คือ “ รื่น”
สีคือ “สีขาว” ในฤดูกาล คือ “ ฤดูใบไม้ร่วง ” คุณธรรมแห่งสังคม คือ
“ ซื่อสัตย์ ” .ในกายมนุษย์ คือ “ปอด ผิวหนัง ” ในศีลห้า คือ
“ลักทรัพย์ ”
ธาตุไฟ
คุณธรรมห้าคือ “ มารยาท ” .ศีลห้าคือกาเม
เมื่อไฟลุกก็ไร้มารยาท “ เมื่อเกิดไฟโทสะธาตุไฟอยู่ทางทิศใต้ขึ้น
ก็จะเผาผลาญป่าคุณธรรม”
ไฟแห่งโทสะไม่เพียงทำให้เกิดการแก่งแย่ง ยังทำให้เกิดการ
ฆ่าฟันกัน ทำให้บาดเจ็บ ล้มตาย ดั้งนั้น มนุษย์ควรมี “มารยาท”
ไว้ป้องกันโลกนี้ก็จะมีแต่สันติสุข มนุษย์ หากเกิดไฟโทสะขึ้น
จิตจะลุกเป็นไฟ พื้นจิตจะสั่นสะเทือน ก็จะทำลายบุญบารมี
ที่สะสมไว้เป็นเถ้าถ่าน ไฟให้ทั้งคุณและโทษต้องใช้ให้เป็นจะ
เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล
ธาตุน้ำ
ทิศเหนือเป็นธาตุน้ำ ในคุณธรรมห้า ได้แก่ “ ปัญญา มีคำว่า “
ปัญญาดุจ”ปัญญาดุจน้ำ
ทะเล ปัญญาดุจสายน้ำ ” ปัญญาต้องใสสะอาด เหมือนน้ำที่แปร
เปลี่ยนได้ ต่างๆนาๆ มีนิสัยที่คล่องแคล่ว
ในฤดูกาล คือฤดูหนาว สีคือ “สีดำ ” ศีลห้าได้แก่ “สุรา .”
ในร่างกายมนุษย์อยู่ที่ตำแหน่ง “ ไต กระดูก .” น้ำ (ไต กระดูก)
น้ำเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีพโดยขาดน้ำไม่ได้เลย
” ธาตุดิน
ธาตุดินอยู่ศูนย์กลาง ในคุณธรรมห้าคือ “ ฟ้า.” ในสีทั้งห้าคือ
“สีเหลือง"
ฤดูกาลทั้งสี่ ในคุณธรรมทั้งห้าได้แก่ “สัจจะ” ในศีลห้าได้แก่
“มุสา.” ในร่างกายมนุษย์คือคุม “ม้าม เนื้อ ” ฟ้าเป็นฟ้าแจ้งดิน
เรียนแบบฟ้า ( ร่ม ) จึงเรียกว่า “ ฟ้าเป็นผู้ให้กำเนิด ดินเป็นผู้เลี้ยง
ดู.” งานหลักของพื้นดินคือเลี้ยงดูมนุษย์ พระคุณของฟ้าดินคือให้
กำเนิด (อยู่ใต้ฟ้าเหนือพื้นดิน) จิตเป็นศูนย์กลาง ศูนย์กลางนี้เป็นธาตุ
ดิน (จุดลับ) จะควบคุมการเคลื่อนไหวในร่างกายเป็นที่พักของ
วิญญาณเดิม เป็นเจ้านาย เช่นในฤดูกาลทั้งสี่ของปีหนึ่ง
หากลงแรงขยันหว่านไถไม่ว่าพืชผลในฤดูกาลใดก็ตาม จะต้องได้
รับผลที่สมบูรณ์อย่างแน่นอน สีเหลืองเป็นสีที่เกรงขามและสูงศักดิ์
สีเหลืองจึงจัดเป็นสีมงคล ดังนั้นมนุษย์จึงควรมีสัจจะ
ห้าธาตุสามัคคี
1.หัวใจเป็นที่อยู่ของจิต ภพหลังเป็นจิตรู้อารมณ์ ภพก่อน
อ่อนน้อมว่างจากการ
ศกเศร้า สติจึงมั่นคง ธาตุไฟทางทิศใต้จึงเข้าร่วม
2.ตับเป็นที่อยู่ของวิญญาณ ภพหลังเป็นวิญญาณท่องเที่ยว ภพก่อนมี
เมตตา ว่างจากการหรรษา วิญญาณจึงมั่นคง ธาตุไม้ทางทิศตะวัน
ออกจึงเข้าร่วม
3.ม้ามเป็นที่อยู่ของธรรมารมณ์ภพหลังเป็นธรรมารมณ์หลง ภพก่อน
มีสัจจะ ว่างจากกามตัณหาธรรมารมณ์จึงมั่นคงธาตุดินจาก
จุดศูนย์กลางจึงเข้าร่วม
4.ปอดเป็นที่อยู่ของเจตสิก ภพก่อนมีความซื่อสัตย์
ว่างจากโทสะเจตสิก
จึงมั่นคง ธาตุทองจากทิศตะวันตกจึงเข้าร่วม
ไตเป็นที่อยู่ของอสุจิ ภพหลังเป็นอสุจิขุ่น ภพก่อนมีปัญญาพรหมจรรย์
จึงมั่นคงธาตุน้ำจากทิศเหนือจึงเข้าร่วม
ขอให้ติดตามตอนต่อไป
พลังจิต
ลักษณะของดวงจิต
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ดวงจิตนั้นมีอยู่มากมาย กระจัดกระจายถ้วนทั่ว
สากลจักรวาล จนมิอาจที่จะนับจำนวนได้
ลักษณะของดวงจิตที่พระพุทธเจ้าอธิบาย คือมี
ลักษณะกระพริบคล้ายแสงหิ่งห้อย แต่จะเร็ว
กว่ามาก แล้วมันจะเกิดๆดับๆ อยู่อย่างนั้น การ
เกิดๆดับๆนั้น เมื่อดวงจิตเก่าเกิดขึ้นแล้วดับไป
จิตดวงใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาใหม่ กระพริบแล้วดับ
มอด อยู่อย่างนี้อย่างต่อเนื่องจนดูเหมือนกับว่า
เป็นดวงจิตดวงเดียวกัน ซึ่งกระจัดกระจายอยู่
เต็มทั่วสากลจักรวาล สิ่งเหล่านี้มิต่างจาก
บันทึกของชาวมายาที่ว่าบรรพบุรุษของพวก
เขาได้เดินทางจากห้วงอวกาศอันแสนไกล
มายังโลกพิภพนี้ ก็เพื่อทำภารกิจในการที่จะ
ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกสามารถอยู่ร่วมกันได้
อย่างสันติกับสิ่งมีชีวิตในกาแล็กซี่อื่น แต่
สาเหตุที่พวกเขาต้องเลือกมนุษย์ ในการ
ถ่ายทอดวิทยาการ ก็เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต
ประเภทเดียวที่มีปัญญาฉลาด กว่าสิ่งมีชีวิต
ประเภทอื่น ซึ่งมุมมองเช่นนี้ มิต่างจากคำตรัส
ของพระพุทธเจ้า ที่แบ่งแยกมนุษย์ออกจาก
สัตว์เดรัจฉานด้วยเส้นแบ่งแยกอยู่เพียงสิ่ง
เดียว คือ ปัญญา เท่านั้นเอง
กุศลกรรมบถ
กุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งกรรมดี,ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่ความสุขความเจริญหรือสุคติ (wholesome course of action) เป็นธรรมส่วนสุจริต 10 ประการ จึงเรียกชื่อว่า กุศลกรรมบถ 10
คำว่า กรรมบถ (อ่านว่า กำมะบด) แปลว่า ทางแห่งกรรม คือ การกระทำที่เข้าทางเป็นกรรมหรือที่นับว่าเป็นกรรม หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม คือการกระทำที่นับว่าเป็นความดี
กุศลกรรมบถ ก็คือสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจนั่นเอง
กุศลกรรมบถหมวดนี้ ในบาลีเรียกชื่อหลายอย่าง เช่นว่า
ธรรมจริยาโสไจย (ความสะอาดหรือเครื่องชำระตัว - cleansing),
อริยธรรม (อารยธรรม, ธรรมของผู้เจริญ - virtues of a noble or civilized man),
อริยมรรค (มรรคาอันประเสริฐ - the noble path), สัทธรรม
(ธรรมดี, ธรรมแท้ - good law; true law),
สัปปุริสธรรม (ธรรมของสัตบุรุษ - qualities of a good man)
(ความประพฤติธรรม - righteous conduct),
กุศลกรรมบถมาจากพุทธสุภาษิต สุจริตธรรมดังนี้
ธมฺมญจเร สุจริตํ น ตํ ทุจฺจริตํ จเร ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จาติฯ
สุภาษิตนี้มีเนื้อความว่า ธมฺมญจเร สุจริตํ บุคคลพึงประพฤติธรรมส่วนสุจริตอยู่ทุกเมื่อเถิด น ตํ ทุจฺจริตํ จเร ไม่พึงประพฤติธรรมส่วนทุจริตเลย ธมฺมจารี สุขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรมส่วนสุจริต ย่อมนอนเป็นสุข หรือเป็นสุขทุกอิริยาบท อสฺมึ โลเก ปรมฺ หิ จ ทั้งในโลกนี้ด้วย โลกเบื้องหน้าด้วย ดังนี้ฯ
กุศลกรรมบถ 10 โดยละเอียด
ประพฤติดีด้วยกาย 3 ประเภท
ประพฤติ ดีด้วยกาย นั้นชื่อว่า กายกรรม คือ ทำกิจการงานด้วยกายอย่าให้ทุกข์เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น กายกรรมที่ให้เกิดทุกข์แก่ผู้อื่นนั้น มี 3 ประการ
1. คือ อย่าเบียดเบียนร่างกายของท่าน คือ อย่าฆ่า อย่าฟัน อย่าทุบ อย่าตี ร่างกายของท่านผู้อื่นโดยที่สุด เว้นถึงสัตว์ติรัจฉานได้ยิ่งเป็นการดี ตรงภาษาบาลีที่ว่า ปาณาติปาตาเวรมณี ฯ
2. คือ อย่าเบียดเบียนทรัพย์สมบัติข้าวของของท่านผู้อื่น คืออย่าลักขโมย อย่าฉ้อโกง อย่าเบียดบังเอาข้าวของของท่านผู้อื่น ตรงภาษาบาลที่ว่า อทินฺนาทานาเวรมณี ฯ
3. คือ อย่าแย่งชิงลักลอบด้วยอำนาจของกายในหญิงที่ท่านหวงห้าม ตรงภาษาบาลีที่ว่า กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีฯ
ประพฤติดีด้วยวาจา 4 ประเภท
ประพฤติดีด้วยวาจา 4 ประเภท (วจีกรรม 4 ประเภท) นั้นได้แก่
1. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่สัตย์ที่จริง ให้เว้นจากวาจาที่เท็จไม่จริงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า มุสาวาทาเวรมณี ฯ
2. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันสมานประสานสามัคคีให้ท่านดีต่อกัน ให้เว้นวาจาส่อเสียดยุยงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ปิสุณายาวาจาเวรมณีฯ
3. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันอ่อนโยน ให้เกิดความยินดีแก่ผู้ฟัง ให้งดเว้นวาจาที่หยาบคาย บริภาษตัดพ้อหยาบๆ คายๆ ให้ผู้ฟังได้รับความเดือดร้อนต่างๆ เสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ผรุสฺสายวาจายเวรมณี ฯ
4. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่เป็นไปกับด้วยประโยชน์ ให้เว้นวาจาที่เหลวไหล คือพูดเล่นหาประโยชน์มิได้เสีย ตรงกับภาษาลีที่ว่า สมฺผปฺปลาปาวาจายเวรมณี ฯ
ประพฤติดีด้วยใจ 3 ประเภท
ประพฤติดีด้วยใจ 3 ประเภท (มโนกรรม 3 ประเภท) นั้นคือ
1. คือ ให้ระวังเจตนากรรม ให้สัมประยุตต์ด้วยเมตตาอยู่เสมอ คือ ความดำริของใจ อย่าให้ลุอำนาจแห่งโลภะ คืออย่าเพ่งเอากิเลสกามและวัตถุกามของท่านผู้อื่น อันไม่สมควรแก่ฐานะของตน ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อนภิชฺฌา โหติฯ
2. คือ ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วยกรุณาอยู่ทุกเมื่อ อย่าให้โทสะ พยาบาท เข้าครอบงำได้ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อพฺพยาปาโท โหติฯ
3. คือ ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วย มุทิตา อุเบกขา อยู่ทุกเมื่อ อย่าให้ไหลไปในทางผิด ให้เห็นตรงตามคลองธรรมทั้ง 10 นี้อยู่ทุกเมื่อ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า สมฺมทิฎฺฐิโก โหติฯ
โดยภาพรวมแล้ว กุศลกรรมบถ 10
ก็คือการรักษาศีล5 ที่ให้งดเว้น โดยเพิ่ม
สัมมาวาจาอีก3 อย่าง และมโนกรรม3อย่าง
คืออบรมใจ ให้ปราณีตยิ่งขึ้นเรื่อยๆไปนั่นเอง