หน้าแรก

                                                                                                      


ชมรมโหราศาสตร์สิบลัคนา(อมตะพยากรณ์)
ชมรมโหราศาสตร์พรหมลัคน์

โดย:อาจารย์พิสิษฐ์  ชะตางาม
Phisit  Chatangam

ประธานชมรมโหราศาสตร์สิบลัคนา(อมตะพยากรณ์)และประธานชมรมโหราศาสตร์พรหมลัคน์

สัมฤทธิบัตรโหราศาสตร์ไทยชั้นสูงจากสมคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์

อดีตเป็นกรรมการฝ่ายวิชาการและนักพยากรณ์ประจำสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์

#พยากรณ์ด้วยระบบโหราศาสตร์สิบลัคนา

(ระบบโลกหมุน ) โดยใช้ดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลาง

( Heliocentric System )ดาวทุกดวงจึงได้รับแสงเสมอภาคเท่าเทียมกันโลกของเราก็ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์เช่นเดียวกัน (จึงมีความแม่นยำสูงสามารถพิสูจน์ได้โดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น)

#โหราศาสตร์ระบบพาราณสี,จากพราหมณ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดทางด้านโหราศาสตร์แห่งเมืองพาราณสี
 (ต้นฉบับของโหรกรุงพาราณสี ชื่อ พราหมณ์ "อุจตนันนัม" )จึงเรียกว่า"โหราศาสตร์พาราณสี" (มีความแม่นยำสูง)

#ระบบเลข ๗  ตัว (ต้นฉบับของท่านพระครูอินทร์เทวดา)เป็นระบบวางลัคนาเคลื่อนที่โดยละเอียดเป็นนาที แบบดวงโลกหมุน

 (จึงมีความแม่นยำสูง)

#ระบบเทพทักษา  ๘  องค์ (ทักษา"คู่ธาตุ",ทักษาคู่"อสีติธาตุ"ซึ่งเกี่ยวกับธาตุโดยตรงของโหรไทย) เป็นเอกลักษณ์ของโหราศาสตร์ไทยโดยแท้ เป็นเพชรน้ำหนึ่งของไทย เรียกว่า"ทักษาค่าควรเมือง"(มีความแม่นยำสูง)
#ทักษาคู่สมพล,ทักษาดาวฤกษ์ฯลฯ

#ระบบทักษามหายุคศาสตร์โบราณ(เลข ๘ ตัว) เป็นโหราศาสตร์ดั้งเดิมเก่าแก่ (มีความแม่นยำสูง)

#ทักษารามัญ ฯลฯ 

 

สอนจนสามารถพยากรณ์ได้ไม่จำกัดเวลา(สอนตลอดชีพ)

#ข่าวดี!...เรียนโหราศาสตร์สิบลัคนา
#เรียนดวงโหราศาสตร์สิบลัคนา สอนโดยอาจารย์พิสิษฐ์  ชะตางาม
เปิดรับสมัครเรียนโหราศาสตร์ไทยระบบสิบลัคนา (Heliocentric System)และ
วิชาอื่นๆอีกหลายวิชา

ค่าบูชาครูเรียนรวมทุกวิชาแล้ว(16,000 บาทเท่านั้น) (จ่ายเงินค่าครูเรียนเพียงครั้งเดียว) ท่านสามารถได้รับสิทธิ์เรียนได้ทุกวิชาที่เปิดสอนตามที่ระบุไว้ (สอนจนสามารถพยากรณ์ได้และสอนตลอดชีพ)
ท่านใดสนใจติดต่อขอสมัครเรียนได้ที่ :089-4941905
ตั้งแต่เวลา 09.00 น.-18.00 น. ทุกวัน(ไม่เว้นวันหยุด)
#วันเวลาที่เปิดสอน คือ:ทุกวันพฤหัสบดี,วันเสาร์,
ตั้งแต่เวลา: 09.00 น.-12.00 น.

(***)ข้อกำหนดการรับสัจจะในการเรียนโหราศาสตร์ระบบสิบลัคนา คือ 
ตำราที่เกี่ยวกับระบบโหราศาสตร์สิบลัคนา เพราะตำราที่เกี่ยวระบบนี้

 
ครูบาอาจารย์เดิมท่านหวงแหนเป็นที่สุด ก่อนจะศึกษาก็ต้องมีการรับสัจจะ ๕ ประการด้วยกัน คือ
๑.จะไม่เปิดเผยตำรานี้ไม่ว่าด้วยประการใดๆ นอกจากจะสอนศิษย์

(ตำรานี้จึงมิได้มีพิมพ์ขายไม่ว่าในกาลไหนๆ จะมีอยู่เพียงเล่มเดียว 
ที่เป็นเพียงเปิดประตูแง้มๆไว้ ซึ่งรวมข้อเขียนของ อ.อรุณ เทศถมทรัพย์
ที่เขียนในพยากรณ์สาร และปาฐกถาไว้เท่านั้น)
๒.เมื่อยังไม่ได้พยากรณ์ด้วยระบบนี้ครบ ๕,๐๐๐ คนจะไม่สอนผู้ใด 
(เพราะกลัวว่าจะยังไม่แกร่งพอ แต่ภายหลังจากการทดสอบจากผู้ที่ได้
เรียนแล้ว ปรากฎว่า เพียง ๒,๕๐๐ ดวง ก็ฟิดเปรี๊ยะ อ.อรุณ จึงอนุญาตให้
สอนได้เป็นรายบุคคล เพราะขนาดตำราที่แง้มไว้ในชุมนุมความรู้เรื่องสิบลัคนา มีผู้ที่ไม่ได้รับตำราจริงนำไปใช้ก็ทำให้มีชื่อเสียงใหญ่โตขึ้นได้เช่นกัน
๓. จะไม่ใช้ตำรานี้ในทางทุจริต เช่น ฉวยโอกาสประทุษร้ายเพศตรงข้าม เมื่อทราบเวลาที่เขาจะเกิดอารมณ์ใคร่ หรือการให้ฤกษ์ยามในการ
ทุจริตต่างๆ
๔. เมื่อให้ฤกษ์ผู้ใดไปแล้วต้องให้ผู้ใช้ฤกษ์ใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้
ต้นตำรา (คือขุนชอบ รักตะประกร (กลั่น หิมะกลัส),
หลวงโลกทีป สุด ภาณุทัต, เจ้าคุณพรหมมุณี แย้ม วัดราชประดิษฐ์,
และพระครูอินทร์เทวดา วัดสัตนาถปริวัต) ตามกำลังวันที่ได้ฤกษ์ เช่น
เปิดร้านวันจันทร์ ต้องใส่บาตร ๑๕ องค์ในวันรุ่งขึ้น เป็นต้น
๕. รายได้ทุกบาททุกสตางค์ต้องบริจาคทำบุญ ๓๐% เสมอไป
เพราะเหตุนี้เอง ตำรานี้จึงเป็นตำราที่เกือบจะเรียกว่าปิดตาย ถ้าหาก
อ.อรุณ เทศถมทรัพย์ ไม่เรียบเรียงทดสอบ (จากดวงชาตานับแสนดวงจากการรับพยากรณ์ที่สำนักงานจากเขียนหนังสือพิมพ์ และจากการออกอากาศโดยสถานีเป็นสปอนเซ่อร์เอง ๕ สถานี)เอาไว้ เพราะ อ.อรุณ ได้รับถ่ายทอดทางมุขปาฐกโดยตรงจากอาจารย์เดิม ถ้าไมเขียนเอาไว้ก็จะไม่มีคำว่าโหราศาสตร์สิบลัคนา
(๐) (สอนวันพฤหัสบดี, วันเสาร์, ใน 2 วันนี้สามารถเลือกวันเรียนวันใดวันหนึ่งได้ตามสะดวก หรือเรียนทั้ง 2 วันก็ได้ : เวลาสอนตั้งแต่ 09.00-12.00 น.)
หมายเหตุรับสอนโหราศาสตร์ไทยขั้นพื้นฐานตั้งแต่ไม่รู้อะไรเลยจนถึงชั้นสูง
และยินดีสอนให้จนสามารถพยากรณ์ได้ (สอนตลอดชีพ)
(หมายเหตุเน้นสอนดวงระบบสิบลัคนา(Heliocentric System)เป็นหลัก)เพราะเหตุว่าโหราศาสตร์ระบบนี้เป็นระบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ เพราะว่าผู้สอนมีประสพการณ์โดยตรงและทดสอบอย่างต่อเนื่องมานานมากกว่า ๓๐ ปีแล้วจึงกล้ายืนยันตามที่กล่าวไว้
วิชาที่รับสอนมีดังนี้
๑.สอนโหราศาสตร์ไทยระบบลัคนาเดียว( Geocentric System)(โดยใช้โลกเป็นจุดศูนย์กลาง ซึ่งระบบนี้มีความสำคัญมาก เพราะใช้ดวงดาวในระบบสุริยะจักรวาลส่งกระแสมายังโลกของเราโดยโลกของเราเป็นจุดศูนย์กลาง
๒.สอนโหราศาสตร์ไทยระบบสิบลัคนา(Heliocentric system) โดยใช้ดวงดาวอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลาง ซึ่งโลกของเราและดาวดวงอื่นๆต่างก็ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์เสมอภาคกัน และในขณะที่มนุษย์เกิดมาแล้วตามเวลาเกิดแต่ละคนและมุมโลกที่หมุนไปรับแสงดาวย่อมแตกต่างกันตามเวลาที่เกิด(เวลาตกฟาก)จะถูกบันทึกดวงชะตาเอาไว้ในขณะนั้นตามเวลาที่โลกหมุนไปเรียกว่าดวงชะตากำเนิดนั่นเอง และต่อมาเราต้องการอยากทราบว่าอนาคตของเราจะเป็นอย่างไรนี่แหละคือสิ่งสำคัญ ต่อมาจึงใช้ดวงจร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบ (Geocentric System) โดยใช้โลกเป็นจุดศูนย์กลางและใช้ราศี องศา ลิปดาของดวงดาวในจักรวาล และทายจรตามคัมภีร์จักรทีปนีว่าด้วยดวงดาวจรทับกันเล็งกันสัมพันธ์กันตามที่คัมภีร์จักรทีปนีกล่าวไว้ และใช้ทักษาระบบสุริยคติฯจะทายตรงเป๊ะไม่มีผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย (หมายเหตุสาเหตุที่ทายได้ตรงเป๊ะเพราะดวงดาวของระบบสิบลัคนาบนท้องฟ้าตรงกับความเป็นจริงที่ส่องแสงมายังโลกของเรานั่นเอง)และ
(เป็นระบบดูฟ้าที่หมุนไป)เรียกว่าดวงโลกหมุนวางลัคนาทั้ง ๑๐ ดาวจึงเรียกว่าสิบลัคนา(รู้ฟ้า)
๓.สอนระบบเลข ๗ ตัว(เป็นระบบที่ดูดินที่นิ่งสงบ)วางลัคนาตามแบบเลข ๗ ตัวโดยละเอียดเป็นนาที(รู้ดิน)
๔.สอนโหราศาสตร์ระบบพาราณสี (ต้นฉบับจากพราหมณ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งเมืองพาราณสี)จึงเรียกว่าโหราศาสตร์พาราณสี
๕.สอนโหราศาสตร์ระบบทักษามหายุคศาสตร์โบราณ(เลข ๘ ตัว)ซึ่งสามารถขับดวงดาวเข้าสู่จักราศีได้ทั้ง ๑๒ ราศี และวางลัคนาได้โดยไม่มีการผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อยจึงมีความแม่นยำสูงและทายได้ง่าย และแม่นยำมากเช่นกัน
๖.สอนโหราศาตร์เลข ๗ ตัวพม่า
๗.สอนมหาทักษาฯลฯ
๘.สอนทักษาระบบสุริยคติ(ต้นฉบับเป็นโหราศาสตร์ดั้งเดิมเก่าแก่ตั้งแต่สมัยก่อน ซึ่งไม่ยังไม่มีวันที่ใช้กัน โดยใช้นับค่ำแทนวันที่ ซึ่งมีโหรหลายท่านยังคงเข้าใจผิดว่าโหราศาสตร์ระบบสุริยคติ คือโหราศาสตร์ระบบจันทรคติ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าโหรสมัยเก่าท่านใช้นับค่ำแทนวันที่ในสมัยก่อนซึ่งยังไม่มีวันที่ใช้กันนั่นเอง โดยท่านนับขึ้น ๑ ค่ำ คือวันที่ ๑ ขึ้น ๒ ค่ำ คือวันที่ ๒ ขึ้น ๓ ค่ำฯ ๑๕ ค่ำคือวันที่ ๑๕ เมื่อนับถึงแรม ๑ ค่ำ ก็คือวันที่ ๑๖ฯ จนถึงสิ้นเดือน คือแรม ๑๔ คือวันที่ ๒๙ เช่นเดือนอ้าย(๑) ซึ่งเป็นเลขคี่จะมีเพียงแรม ๑๔ ค่ำเท่านั้น คือวันที่ ๒๙ แต่ถ้าเดือนไหนที่เป็นเลขคู่ เช่นเดือนยี่(๒) ก็จะหมดเดือนเมื่อแรม ๑๕ ค่ำ คือวันที่ ๓๐ นั่นเอง ต่อมาเมื่อถึงสมัยทีมีวันที่ใช้แล้ว 
เช่นวันที่ 1 มกราคม,
กุมภาพันธ์,มีนาคม,เมษายน,พฤษภาคม,มิถุนายน,กรกฎาคม,สิงหาคม,กันยายน,ตุลาคม,พฤศจิกายน,ธันวาคม, (ข้อสังเกตถ้าเดือนไหนที่ลงท้ายด้วย ยน จะมีเพียง 30 วันเท่านั้น แต่ถ้าเดือนไหนที่ลงท้ายด้วย คม เดือนนั้นจะมี 31 วันนั่นเอง(โหราศาสตร์ระบบสุริยคติจะใช้องศาลิปดาของพระอาทิตย์เดิมเป็นตัวกำหนด)คือเมื่อองศาลิปดาของพระอาทิตย์(๑)โคจรมาครบรอบอายุ ๑ ปีในแต่ละรอบอายุของเจ้าชะตาเท่ากับองศาลิปดาของพระอาทิตย์เดิมในดวงกำเนิดจึงเปลี่ยนภูมิทักษาพยากรณ์ใหม่ (โดยใช้อายุโหรคำนวณอายุ)(หมายเหตุอายุโหรคืออายุย่างนั่นเอง)(โดยใช้เดือนอ้าย(๑) ขึ้น ๑ ค่ำเป็นวันเริ่มต้นเปลี่ยนปีนักษัตรใหม่) จึงเรียกว่าทักษาโหราศาสตร์ระบบสุริยคติ

๙.สอนทักษาระบบจันทรคติ(โดยใช้อายุไทยคำนวณอายุ) ใช้เดือน ๕ ขึ้น ๑ ค่ำ เป็นวันเริ่มต้นเปลี่ยนปีนักษัตรใหม่ (หมายเหตุโหราศาสตร์ระบบจันทรคติใช้อายุไทยเท่านั้นในการคำนาณ เจ้าชะตาจะเกิดเดือนไหนก็ตามจะเปลี่ยนภูมิอายุในทักษาพยากรณ์ครบรอบอายุใหม่เมื่อเดือน ๕ ขึ้น ๑ ค่ำ เท่านั้น )จึงเรียกว่า"โหราศาสตร์ไทยระบบจันทรคติ" นั่นเอง


วิชาทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ผู้ที่มีบุญวาสนาบารมีที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อนจึงจะได้พบวิชาเหล่านี้ ซึ่งมีคุณค่ามหาศาล เมื่อท่านพบวิชานี้แล้วก็ขอให้ตั้งจิตอธิษฐานด้วยจิตที่ใสสะอาดบริสุทธิ์หวังว่าท่านคงได้รับวิชาเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันของท่านและขอให้ทุกท่านที่มีความศรัทธาเชื่อมั่นในวิชาโหราศาสตร์ตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น และนำไปใช้ในทางที่ถูกต้องโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน ขอให้ท่านที่นำวิชาเหล่านี้ไปใช้จงมีแต่ความสุขความเจริญๆยิ่งๆขึ้นไปด้วยเทอญ
:อาจารย์พิสิษฐ์ ชะตางาม
ประธานชมรมฯโหราศาสตร์สิบลัคนา (อมตะพยากรณ์)
(หมายเหตุค่าบูชาครูเรียนโดยปกติ 16,000 บาท จ่ายค่าบูชาครูเรียนเพียงครั้งเดียวรวมเป็นเงิน 16,000 บาทยินดีสอนให้และมีสิทธิ์เรียนได้ทุกวิชาทุกวิชาตามที่ระบุไว้ ) และสอนจนสามารถพยากรณ์ได้ 
(สอนตลอดชีพ)

(๐) สำหรับการดูดวงระบบสิบลัคนา ค่าบูชาครูดวงละ 1,000 บาท
หมายเหตุในกรณีที่ท่านใดไม่สะดวกมารับคำพยากรณ์ได้ด้วยตนเองก็สามารถโทรศัพท์มาดูดวงทางโทรศัพท์ได้ แต่ต้องส่งข้อมูลวันเดือนปีเวลาเกิดอำเภอและจังหวัดเกิดมาให้พร้อมรูปถ่ายหน้าตรงเพื่อเช็คเวลาเกิดให้เป็นนาที(หมายเหตุระบบสิบลัคนารู้ใบหน้ารู้รูปร่างก็สามารถรู้เวลาเกิดได้) โดยผ่านทางไลน์ คือ IDLine:phisit56 หรือใช้มือถือ
0894941905 แทนไอดีไลน์ได้ครับ

สนใจโปรดกรุณาติดต่อได้ที่...

ห้องโหรชมรมโหราศาสตร์สิบลัคนา(อมตะพยากรณ์)
(ห้องที่)
92/44
 (ตรงข้ามท่าอิฐคอนโดทาวน์ 2)        
            ซ.ท่าอิฐ ถ.รัตนาธิเบศร์ หมู่ที่ 3 ต.ไทรม้า       
              อ.เมืองนนทบุรี    จ.นนทบุรี      11000       

ติดต่อโทร...

089-4941905 : ระบบ DTAC ,   ( เปิดมือถือ:ตลอด 24 ชั่วโมง )

090-4485462, 098-857-4456 : ระบบ AIS   (เปิดมือถือ:ตลอด   24  ชั่วโมง)

www.phisit9158.lnwshop.com

IDLine:phisit56

:ทวิตเตอร์:Twitter/@phisitchatangam

E-mail:address:phisit9158@gmail.com

www.facebook.com/phisit.chatangam

         ข้อกำหนดการรับสัจจะในการเรียนโหราศาสตร์ระบบสิบลัคนา คือ    

ตำราที่เกี่ยวกับระบบโหราศาสตร์สิบลัคนา  เพราะตำราที่เกี่ยวระบบนี้      

ครูบาอาจารย์เดิมท่านหวงแหนเป็นที่สุด   ก่อนจะศึกษาก็ต้องมีการรับสัจจะ ๕ ประการด้วยกัน คือ

   ๑.จะไม่เปิดเผยตำรานี้ไม่ว่าด้วยประการใดๆ นอกจากจะสอนศิษย์

(ตำรานี้จึงมิได้มีพิมพ์ขายไม่ว่าในกาลไหนๆ จะมีอยู่เพียงเล่มเดียว 

 ที่เป็นเพียงเปิดประตูแง้มๆไว้ ซึ่งรวมข้อเขียนของ อ.อรุณ เทศถมทรัพย์

 ที่เขียนในพยากรณ์สาร และปาฐกถาไว้เท่านั้น)

   ๒.เมื่อยังไม่ได้พยากรณ์ด้วยระบบนี้ครบ ๕,๐๐๐ คนจะไม่สอนผู้ใด     

 (เพราะกลัวว่าจะยังไม่แกร่งพอ แต่ภายหลังจากการทดสอบจากผู้ที่ได้

เรียนแล้ว ปรากฎว่า เพียง ๒,๕๐๐ ดวง ก็ฟิดเปรี๊ยะ อ.อรุณ จึงอนุญาตให้

สอนได้เป็นรายบุคคล  เพราะขนาดตำราที่แง้มไว้ในชุมนุมความรู้เรื่องสิบลัคนา  มีผู้ที่ไม่ได้รับตำราจริงนำไปใช้ก็ทำให้มีชื่อเสียงใหญ่โตขึ้นได้เช่น

กัน)

    ๓. จะไม่ใช้ตำรานี้ในทางทุจริต เช่น ฉวยโอกาสประทุษร้ายเพศตรงข้าม เมื่อทราบเวลาที่เขาจะเกิดอารมณ์ใคร่ หรือการให้ฤกษ์ยามในการ

ทุจริตต่างๆ

   ๔. เมื่อให้ฤกษ์ผู้ใดไปแล้วต้องให้ผู้ใช้ฤกษ์ใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้

ต้นตำรา (คือขุนชอบ รักตะประกร (กลั่น หิมะกลัส),

หลวงโลกทีป สุด ภาณุทัต, เจ้าคุณพรหมมุณี  แย้ม   วัดราชประดิษฐ์,

และพระครูอินทร์เทวดา วัดสัตนาถปริวัต) ตามกำลังวันที่ได้ฤกษ์ เช่น

เปิดร้านวันจันทร์ ต้องใส่บาตร ๑๕ องค์ในวันรุ่งขึ้น เป็นต้น

   ๕. รายได้ทุกบาททุกสตางค์ต้องบริจาคทำบุญ ๓๐% เสมอไป

เพราะเหตุนี้เอง ตำรานี้จึงเป็นตำราที่เกือบจะเรียกว่าปิดตาย  ถ้าหาก

อ.อรุณ เทศถมทรัพย์ ไม่เรียบเรียงทดสอบ (จากดวงชาตานับแสนดวงจากการรับพยากรณ์ที่สำนักงานจากเขียนหนังสือพิมพ์ และจากการออกอากาศโดยสถานีเป็นสปอนเซ่อร์เอง ๕ สถานี)เอาไว้ เพราะ อ.อรุณ ได้รับถ่ายทอดทางมุขปาฐกโดยตรงจากอาจารย์เดิม ถ้าไมเขียนเอาไว้ก็จะไม่มีคำว่าโหราศาสตร์สิบลัคนา

(สอนวันพฤหัสบดี,วันเสาร์, เวลาสอน๐๙.๐๐-๑๒.๐๐น.)

หมายเหตุรับสอนโหราศาสตร์ขั้นพื้นฐานตั้งแต่ไม่รู้อะไรเลยจนถึงชั้นสูง

และสอนให้จนสามารถพยากรณ์ได้ตลอดชีพ
(หมายเหตุเน้นสอนดวงระบบสิบลัคนา(Heliocentric System)เป็นหลัก)เพราะเหตุว่าโหราศาสตร์ระบบนี้เป็นระบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ เพราะว่าผู้สอนมีประสบการณ์โดยตรงและทดสอบอย่างต่อเนื่องมานานมากกว่า ๓๐ ปีแล้วจึงกล้ายืนยันตามที่กล่าวไว้

วิชาที่รับสอนมีดังนี้

๑.สอนโหราศาสตร์ไทยระบบลัคนาเดียว(Gocentric System)

๒.สอนโหราศาสตร์ไทยระบบสิบลัคนา    (Heliocentric system)
(ต้นฉบับของท่านพระครูอินทร์เทวดา)  (
เป็นระบบดูฟ้าที่หมุนไป)

เรียกว่าดวงโลกหมุนวางลัคนาทั้ง ๑๐ ดาว จึงเรียกว่าสิบลัคนา (รู้ฟ้า)

๓.สอนระบบเลข๗ตัว(ต้นฉบับของท่านพระครูอินทร์เทวดา)(เป็นระบบที่ดูดินที่นิ่งสงบ)วางลัคนาโดยละเอียดเป็นนาที(รู้ดิน)

๔.สอนโหราศาสตร์ระบบพาราณสี(ต้นฉบับของพราหมณ์ชื่อ"อุจตนันนัม") 
เป็นโหรแห่งกรุงพาราณสี "จึงเรียกว่าโหราศาสตร์พาราณสี"
(มีความแม่นยำสูง)

๕.สอนโหราศาสตร์ระบบมหาทักษายุคศาสตร์โบราณ(เลข๘ตัว)(ต้นฉบับเป็นวิชาโหราศาสตร์ดั้งเดิมเก่าแก่) (มีความแม่นยำสูง)

๖.สอนโหราศาตร์เลข ๗ ตัวพม่า

๗.สอนมหาทักษา "ทักษาคู่ธาตุ",ทักษาคู่"อสีติธาตุ"ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับ  เรื่องธาตุโดยตรงของโหรไทย และเป็นเพชรเม็ดเอกของโหรไทย ดังโบราณอาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า"โหรใดพยากรณ์โดยไม่ใช้ธาตุ ก็จะเป็นโหรที่แม่นยำไม่ได้" หรือคนที่ไม่รู้เรื่องธาตุก็เท่ากับไม่รู้จักวิชาโหร ดังนั้นเรื่องทักษาและเรื่องธาตุจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นเอกลักษณ์ของโหรไทย

(หมายเหตุบูชาครูเรียนครั้งเดียวสอนให้ทุกวิชาตามที่ระบุไว้และสอนตลอดชีพ)

 

ขอบคุณทุกท่านที่ใช้บริการของเรา

   ธรรมะน่ารู้

         เมตตา  ปัญญา  สามัคคี  มีน้ำใจ   ให้ผู้อื่น

                    เครือข่ายสายใยมนุษย์

                                 โดย อาจารย์พรหมลัคนา  ชะตางาม(พิสิษฐ์)

                                               มนุษย์ทุกคนคือพี่น้องกัน

มนุษย์ทุกคนคือพี่น้องกัน   ทุกชาติทุกศาสนา ล้วนมาจากแหล่งเดียวกัน  เปรียบเสมือนแห  มีตาข่ายเชื่อมโยงกันตลอด ขึ้นอยู่กับว่าตาของแหนั้น  อยู่ในตาที่ใกล้หรือไกลกันเท่านั้น  ถ้าตาแหอยู่ใกล้กันก็เป็นญาติสนิทกัน  ถ้าตาแหอยู่ไกลออกไปก็เป็น   ญาติห่างๆ กัน

     เมื่อเราทราบแล้วว่าทุกคนในโลกนี้คือพี่น้องกัน เราจะไปแบ่งแยก

 รังเกียจเดียดฉันท์อิจฉาริษยา  โกรธเกลียดกันไปทำไม ในเมื่อทุกคนคือพี่น้องกัน

 วิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็หมุนเวียนกันไป เหมือนช่องไฟ

แล้วก็จะไหลตามกันไปเรื่อยๆ หมุนเวียนกันไป เกิดเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่ป้า น้า อา ปู่ ย่า   ตา ยาย

 ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ที่ตนเองได้

สร้างเอาไว้ แล้วแต่สร้างกรรมดีหรือกรรมชั่ว   ถ้าสร้างกรรมดี เรียกว่า กุศลกรรม

ถ้าสร้างกรรมชั่วเรียกว่า อกุศลกรรม    ถ้าสร้างกรรมดีไว้มากก็จะได้ผลดีมาก

 จะพบแต่สิ่งที่ดีแต่ถ้าสร้างกรรมชั่วไว้มากกรรมชั่วก็จะส่งผลมากได้รับความ   ลำบาก  ยากแค้น 

ยากจนพบแต่สิ่งไม่ดี เมื่อเราทราบดีแล้วว่าการสร้างกรรมดีหรือกรรมชั่วมีผล
  ต่อเรา   จริงแล้ว

 ก็ควรเลือกทำในสิ่งที่เป็นกุศลกรรม จะได้นำพาให้เราพบแต่สิ่งที่ดี

 การสร้างกรรมดีหรือกรรมชั่วนั้นเกิดขึ้นได้หลายทาง เช่น  กาย  วาจา  ใจ 

 ถ้าเราจะสร้างกรรมดี เราจะต้องปฏิบัติทั้งกาย วาจา และใจ ทำอะไรก็ก็ต้อง

 ทำด้วยความบริสุทธิ์  คือจะทำอะไรก็ตามต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อน

 จึงจะเรียกว่าการสร้างกรรมดี

    ในทางตรงกันข้าม ทำอะไรก็ตามที่ทำให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อน

 ด้วยกาย วาจา และใจถือว่าเป็นการสร้างกรรมที่ไม่ดีเป็นต้น

      ดั้งนั้นมนุษย์ที่เกิดมาแล้วควรเลือกสร้างแต่กรรมดีเอาไว้เป็นดีที่สุด

 อย่าประมาทเป็นอันขาด

  มีเรื่องที่จะเล่าอีกมากมายค่อยมาเล่าต่อนะครับ

 

                           หัวใจนะโม และการบูชาพระราหู


ในหัวใจของผู้ใดมีธรรม ๕ ประการตั้งอยู่ คือ ศรัทธา ทาน ศีล สมาธิ ปัญญาหรือ

 หมั่นศึกษาธรรม ๕ ประการ คือ ใคร่ครวญอยู่เนื่อง ๆผู้นั้นจะเป็นผู้ถึงคุณสมบัติพร้อม

ที่จะเป็นเจ้าของ หัวใจ นะโม นี้โดยชอบเพราะผู้นั้นมีโอกาศถึงความเป็นอริยะบุคคล

 ในอนาคตกาลเป็นแท้ 

 เมื่อยังไม่บรรลุมรรคผล มีชีวิตอยู่อย่างกัลยาณชนจะเป็นผู้ปลอดภัยจากมนุสภัย อม   นุสภัย

 และภัยอันเกิดจากธรรมชาติไม่เกิดโรคร้ายแรง ไม่ตายโหง
 ๑. บริกรรมอยู่ ขณะป่วยโรคจะหายเร็ว
๒. ตายมีสติ ไม่ตกนรก
 ๓. เสกข้าว น้ำ ยา กินขจัดและป้องกันโรคร้าย
 ๔. ค้าขายทำกินจุดธูปหอมดุสิต ๘ ดอก บูชาค้าขายดี ทำกินอาชีพเจริญมั่นคง

(เว้นผู้มิจฉาอาชีวะ)
 ๕. มีเทวดารักษาดูแล ไม่ว่าจะอยู่จะไปในที่ใด
 ๖. ใส่บาตรเสมอ ตรวจน้ำให้อาจารย์ทั้ง ๕ คือ
 ๑. สาตาคียักโข
 ๒. ท้าวจาตุมหาราช ทั้งสี่
 ๓. พระอินทร์
 ๔. พระราหู
 ๕. พระพรหม
จะถึงความร่ำรวยในชาตินี้ เพราะพระอาจารย์ทั้ง ๕ (แปด) องค์นี้ท่านเป็นผู้ตั้ง

นะโม ขึ้นในโลกทั้งสามก่อนเทวดาและมนุษย์อื่นๆจึงควรได้รับการบูชาอยู่เสมอ

 ในฐานะเป็น อาจารย์ ของอาจารย์ทั้งหลาย
 ตัสสะ อสุรินโท โส โพธิสัตโต สัมมาสัมพุทโธ อนาคเต
สวดบูชาอยู่เสมอ ชีวิตจะรุ่งเรือง คำว่า ตัสสะ บริกรรมเสมอป้องกันภัยทั้งปวง

ในเวลาเดินทางหรือขณะอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวบริกรรมภาวนาขณะเดินทาง

ไม่จำเป็นต้องใช้ธูป

 

             ผู้กล่าว นะโม ครั้งแรกของโลก
 ๑. นะโม (สาตาคียักโข)
 ๒. ตัสสะ (อสุรินทรราหู)
 ๓. ภควโต (จาตุมหาราช "เปล่งเสียงพร้อมกันทั้งสี่องค์")
 ๔. อรหโต (สักโกเทวราชา)
 ๕. สัมมาสัมพุทธัสส (สหัมบดีพรหมา)
 รวมเป็น นะโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

(ผู้ใดจะทำการให้ศักดิ์สิทธิ์ ต้องตั้งนะโม ก่อนเสมอ)ถอดเป็นหัวใจนะโม

ใช้บริกรรมภาวนาสั้น ๆว่า

  

น. ต. ภ. อ. ส. หัวใจมนุษย์แปดพวกคือ ทุ กะ ภะ กรุ อะ ระ ขุ สะ
นำมาใช้เป็นพระคาถาบูชาพระราหูโพธิสัตย์ที่จะมาตรัสรู้เป็นอันดับที่ ๕

นับจากพระศรีอริยเมตตรัยเป็นต้นไป
พระราหูเป็นบรมครูโหราจารย์ในภาคเทวดา มีหน้าที่ควบคุมเวลา คือ

อายุมนุษย์สัตว์โลกและเทวดาทั้ง ๗ องค์ที่ประจำทักษาและตรวจตรา
เยี่ยมเยือนเทวดาทั้ง ๗ นั้นอยู่เสมอและมีอำนาจสั่งให้ลงโทษมนุษย์ผู้มี
มิจฉาอาชีวะสนับสนุนพิทักษ์รักษามนุษย์ผู้ประกอบสัมมาอาชีวะ
และผู้ตั้งอยู่ในธรรมห้าประการดังกล่าวแล้ว
ในเรื่องหัวใจนะโมนั้นผู้ใดจะบูชาพระราหู คือพระโพธิสัตย์ผู้มุ่งสร้างบารมี
เพื่อการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นองค์ที่ห้า
นับจากพระศรีอาริยะเมตตรัย
นั้นควรบูชาด้วยดอกไม้ แปดสีมีดอกดาวเรืองและบานไม่รู้โรยเป็นประธาน
และดอกไม้อื่นให้ครบแปดสีและเครื่องบูชามี น้ำผึ้งน้ำอ้อย น้ำตาลนมสด
น้ำเปล่าสะอาดทองคำเปลวใบมะขามดอกบัวขาวผลไม้ธูปที่ใช้ควรใช้ธูปหอมดุสิต
ด้วยพระคาถาต่อไปนี้

พระคาถาบูชาพระราหู
นะ ตะ ภะ อะ สะ ทุ กะ ภะ กรุ อะ ระ ขุ สะชนะใจมนุษย์ ทั้งบุรุษสตรี

สมณะพราหม์ชี มีเมตตากรุณัง สิทธิกิจจังสิทธิกัมมัง สิทธิวาจัง สิทธิชัยยัง

สัพพะปาปังสัพพะศัตรูวินาศสันติสิทธิลาภัง ภวันตุเมฯ

 

การใช้ธูปหอมดุสิต
                 ๘ ดอก หาลาภ ค้าขาย อาชีพอื่น ๆ
๙ ดอก ทำมงคลต่าง ๆ
๑๐ ดอก บำเพ็ญกุศลบารมี
๑๖ ดอก เจริญสมาธิบารมี
๓๒ ดอก รักษาโรคแก้โรค
                                              ๓๖ ดอก ปราบปรามศัตรู แก้คดี ลอยเคราะห์ ปล่อยสัตว์
กระทำอโหสิกรรมเท่าอายุ

ประกอบกุศลต่ออายุบอกเมื่อจะเปลี่ยนอาชีพ 

๑๐๘ ดอก บำเพ็ญกุศลใหญ่ และการบูชาเทวดานพพระเคราะห์
ว่า พระคาถาดังนี้
ตัสสะ อสุรินโท โส โพธิสัตโต สัมมาสัมพุทโธ อนาคเต
สวดบูชาอยู่เสมอ ชีวิตจะรุ่งเรือง คำว่า ตัสสะ บริกรรมเสมอป้องกันภัยทั้งปวง

ในเวลาเดินทางหรือขณะอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวบริกรรมภาวนาขณะเดินทาง

ไม่จำเป็นต้องใช้ธูป

 

 จากคำภีร์อนาคตวงศ์ กล่าวไว้ว่า 

องค์สมเด็จพระมหามุนีธิคุณเจ้าแห่งเราทั้งหลายตรัสพระสัทธรรมเทศนา

แก่พระสารีบุตรว่า นานไปเบื้องหน้าพระโพธิสัตว์ทั้ง ๑๐ พระองค์นั้น

จะได้ตรัสรู้แด่พระปรมาภิเษสัมโพธิญาณเป็นลำดับกันฯ คือ

- องค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้าเป็นปฐมที่ ๑
- ถัดนั้นจึง พระรามโพธิสัตว์จะได้ตรัสที่ ๒
- ถัดนั้นจึง พระเจ้าปเสนธิโกศลจะได้ตรัสเป็นพระธรรมราชาที่ ๓
- ถัดนั้น พระยามาราธิราช จะได้ตรัสเป็นพระธรรมสามีที่ ๔
- ถัดนั้น อสุรินทราหู จะได้ตรัสเป็นพระนารทะที่ ๕
- ถัดนั้น โสณพราหมณ์ จะได้ตรัสเป็นพระรังสีมุนีที่ ๖
- ถัดนั้น สุภพราหมณ์ จะได้ตรัสเป็นพระเทวเทพที่ ๗
- ถัดนั้น โตไทยพราหมณ์ จะได้ตรัสเป็นพระนรสีหะที่ ๘
- ถัดนั้น ช้างธนบาลหัตถีนาฬาคีรี จะได้ตรัสเป็นพระติสสะที่ ๙
- ถัดนั้น ช้างปาลิไลยหัตถี จะได้ตรัสเป็นพระสุมงคลที่ ๑๐

 ธรรมะน่ารู้ โดยอาจารย์พรหมลัคนา ชะตางาม(พิสิษฐ์)

ความหมายของธาตุทั้ง 
 
1.ทิศตะวันออกธาตุ “ ไม้ .” คุณธรรมห้าของสวรรค์คือ “ เริ่มต้น
 
สีคือ สีเขียว  ฤดูคือ    ฤดูใบไม้ผลิ      ความสัมพันธ์แห่งสังคมคือ 
 
เมตตา.
 
ในร่างกายคนคืออยู่ที่ “ ตับ  เอ็น ” เป็นหลัก  ตรงกับศีลข้อที่คือ  
 
ห้ามฆ่าสัตว์
 
สีเขียวเป็นยาวิเศษที่สามารถปลดเปลื้องความอึดอัดมันสามารถระบาย
 
ความเหี่ยวเฉาและความ อึมครึมได้ดังนั้นผู้ที่ชอบรักสีเขียว ล้วนเป็น
 
บุคคลที่สดชื่นกระปรี้กระเปร่านี่คือที่มาของธาตุไม้
 
 
ธาตุทอง
 
ทิศตะวันตกเป็น  ธาตุทอง” ในคุณธรรมห้าแห่งสวรรค์คือ “ รื่น
 
สีคือ สีขาว”  ในฤดูกาล คือ “ ฤดูใบไม้ร่วง ” คุณธรรมแห่งสังคม คือ
 
 “ ซื่อสัตย์ ” .ในกายมนุษย์ คือ ปอด ผิวหนัง   ในศีลห้า คือ  
 
 “ลักทรัพย์ ”   
           
ธาตุไฟ
 
คุณธรรมห้าคือ  “ มารยาท ” .ศีลห้าคือกาเม
 
เมื่อไฟลุกก็ไร้มารยาท  “ เมื่อเกิดไฟโทสะธาตุไฟอยู่ทางทิศใต้ขึ้น
 
 ก็จะเผาผลาญป่าคุณธรรม
 
 
ไฟแห่งโทสะไม่เพียงทำให้เกิดการแก่งแย่ง ยังทำให้เกิดการ
 
ฆ่าฟันกัน ทำให้บาดเจ็บ  ล้มตาย ดั้งนั้น มนุษย์ควรมี  มารยาท
 
 ไว้ป้องกันโลกนี้ก็จะมีแต่สันติสุข  มนุษย์ หากเกิดไฟโทสะขึ้น
 
  จิตจะลุกเป็นไฟ พื้นจิตจะสั่นสะเทือน  ก็จะทำลายบุญบารมี
 
ที่สะสมไว้เป็นเถ้าถ่าน  ไฟให้ทั้งคุณและโทษต้องใช้ให้เป็นจะ
 
เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล
 
 
ธาตุน้ำ
 
 ทิศเหนือเป็นธาตุน้ำ  ในคุณธรรมห้า ได้แก่  “ ปัญญา มีคำว่า “ 
 
ปัญญาดุจปัญญาดุจน้ำ
 
ทะเล ปัญญาดุจสายน้ำ ” ปัญญาต้องใสสะอาด เหมือนน้ำที่แปร
 
เปลี่ยนได้  ต่างๆนาๆ  มีนิสัยที่คล่องแคล่ว
 
ในฤดูกาล คือฤดูหนาว สีคือ สีดำ ”  ศีลห้าได้แก่  สุรา .” 
 
ในร่างกายมนุษย์อยู่ที่ตำแหน่ง “ ไต  กระดูก .” น้ำ (ไต  กระดูก)
 
 น้ำเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีพโดยขาดน้ำไม่ได้เลย
 
” ธาตุดิน
 
ธาตุดินอยู่ศูนย์กลาง ในคุณธรรมห้าคือ “ ฟ้า.” ในสีทั้งห้าคือ 
 
สีเหลือง"

ฤดูกาลทั้งสี่      ในคุณธรรมทั้งห้าได้แก่ สัจจะ” ในศีลห้าได้แก่ 
 
มุสา.”  ในร่างกายมนุษย์คือคุม  ม้าม  เนื้อ  ”  ฟ้าเป็นฟ้าแจ้งดิน
 
เรียนแบบฟ้า ( ร่ม  ) จึงเรียกว่า  ฟ้าเป็นผู้ให้กำเนิด ดินเป็นผู้เลี้ยง
 
ดู.” งานหลักของพื้นดินคือเลี้ยงดูมนุษย์ พระคุณของฟ้าดินคือให้
 
กำเนิด (อยู่ใต้ฟ้าเหนือพื้นดิน) จิตเป็นศูนย์กลาง ศูนย์กลางนี้เป็นธาตุ
 
ดิน (จุดลับ)  จะควบคุมการเคลื่อนไหวในร่างกายเป็นที่พักของ
 
วิญญาณเดิม เป็นเจ้านาย เช่นในฤดูกาลทั้งสี่ของปีหนึ่ง
 
หากลงแรงขยันหว่านไถไม่ว่าพืชผลในฤดูกาลใดก็ตาม จะต้องได้
 
รับผลที่สมบูรณ์อย่างแน่นอน  สีเหลืองเป็นสีที่เกรงขามและสูงศักดิ์
 
 สีเหลืองจึงจัดเป็นสีมงคล ดังนั้นมนุษย์จึงควรมีสัจจะ
 
 
 
ห้าธาตุสามัคคี
 
 1.หัวใจเป็นที่อยู่ของจิต ภพหลังเป็นจิตรู้อารมณ์ ภพก่อน
 
 อ่อนน้อมว่างจากการ
 
โศกเศร้า  สติจึงมั่นคง ธาตุไฟทางทิศใต้จึงเข้าร่วม
 
 2.ตับเป็นที่อยู่ของวิญญาณ ภพหลังเป็นวิญญาณท่องเที่ยว ภพก่อนมี
 
 เมตตา  ว่างจากการหรรษา วิญญาณจึงมั่นคง  ธาตุไม้ทางทิศตะวัน
 
 ออกจึงเข้าร่วม
 
 3.ม้ามเป็นที่อยู่ของธรรมารมณ์ภพหลังเป็นธรรมารมณ์หลง  ภพก่อน
 
 มีสัจจะ  ว่างจากกามตัณหาธรรมารมณ์จึงมั่นคงธาตุดินจาก
 
 จุดศูนย์กลางจึงเข้าร่วม
 
 4.ปอดเป็นที่อยู่ของเจตสิก ภพก่อนมีความซื่อสัตย์ 
 
 ว่างจากโทสะเจตสิก
 
 จึงมั่นคง  ธาตุทองจากทิศตะวันตกจึงเข้าร่วม
 
 
 ไตเป็นที่อยู่ของอสุจิ ภพหลังเป็นอสุจิขุ่น ภพก่อนมีปัญญาพรหมจรรย์
 
 จึงมั่นคงธาตุน้ำจากทิศเหนือจึงเข้าร่วม
 
 
ขอให้ติดตามตอนต่อไป
 

พลังจิต

ลักษณะของดวงจิต

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

 

ดวงจิตนั้นมีอยู่มากมาย กระจัดกระจายถ้วนทั่ว
 
สากลจักรวาล จนมิอาจที่จะนับจำนวนได้
 
ลักษณะของดวงจิตที่พระพุทธเจ้าอธิบาย คือมี
 
ลักษณะกระพริบคล้ายแสงหิ่งห้อย แต่จะเร็ว
 
กว่ามาก แล้วมันจะเกิดๆดับๆ อยู่อย่างนั้น การ
 
เกิดๆดับๆนั้น เมื่อดวงจิตเก่าเกิดขึ้นแล้วดับไป
 
จิตดวงใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาใหม่ กระพริบแล้วดับ
 
มอด อยู่อย่างนี้อย่างต่อเนื่องจนดูเหมือนกับว่า
 
เป็นดวงจิตดวงเดียวกัน ซึ่งกระจัดกระจายอยู่
 
เต็มทั่วสากลจักรวาล สิ่งเหล่านี้มิต่างจาก
 
บันทึกของชาวมายาที่ว่าบรรพบุรุษของพวก
 
เขาได้เดินทางจากห้วงอวกาศอันแสนไกล
 
มายังโลกพิภพนี้ ก็เพื่อทำภารกิจในการที่จะ
 
ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกสามารถอยู่ร่วมกันได้
 
อย่างสันติกับสิ่งมีชีวิตในกาแล็กซี่อื่น แต่
 
สาเหตุที่พวกเขาต้องเลือกมนุษย์ ในการ
 
ถ่ายทอดวิทยาการ ก็เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิต
 
ประเภทเดียวที่มีปัญญาฉลาด กว่าสิ่งมีชีวิต
 
ประเภทอื่น ซึ่งมุมมองเช่นนี้ มิต่างจากคำตรัส
 
ของพระพุทธเจ้า ที่แบ่งแยกมนุษย์ออกจาก
 
สัตว์เดรัจฉานด้วยเส้นแบ่งแยกอยู่เพียงสิ่ง
 
เดียว คือ ปัญญา  เท่านั้นเอง
           
          กุศลกรรมบถ
 
 
กุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งกรรมดี,ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่ความสุขความเจริญหรือสุคติ (wholesome course of action) เป็นธรรมส่วนสุจริต 10 ประการ จึงเรียกชื่อว่า กุศลกรรมบถ 10
คำว่า กรรมบถ (อ่านว่า กำมะบด) แปลว่า ทางแห่งกรรม คือ การกระทำที่เข้าทางเป็นกรรมหรือที่นับว่าเป็นกรรม หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม คือการกระทำที่นับว่าเป็นความดี

กุศลกรรมบถ ก็คือสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจนั่นเอง

กุศลกรรมบถหมวดนี้ ในบาลีเรียกชื่อหลายอย่าง เช่นว่า
 ธรรมจริยาโสไจย (ความสะอาดหรือเครื่องชำระตัว - cleansing),
 อริยธรรม (อารยธรรม, ธรรมของผู้เจริญ - virtues of a noble or civilized man),
 อริยมรรค (มรรคาอันประเสริฐ - the noble path), สัทธรรม
(ธรรมดี, ธรรมแท้ - good law; true law),
 สัปปุริสธรรม (ธรรมของสัตบุรุษ - qualities of a good man)
(ความประพฤติธรรม - righteous conduct),
กุศลกรรมบถมาจากพุทธสุภาษิต สุจริตธรรมดังนี้
ธมฺมญจเร สุจริตํ น ตํ ทุจฺจริตํ จเร ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จาติฯ  
สุภาษิตนี้มีเนื้อความว่า ธมฺมญจเร สุจริตํ บุคคลพึงประพฤติธรรมส่วนสุจริตอยู่ทุกเมื่อเถิด น ตํ ทุจฺจริตํ จเร ไม่พึงประพฤติธรรมส่วนทุจริตเลย ธมฺมจารี สุขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรมส่วนสุจริต ย่อมนอนเป็นสุข หรือเป็นสุขทุกอิริยาบท อสฺมึ โลเก ปรมฺ หิ จ ทั้งในโลกนี้ด้วย โลกเบื้องหน้าด้วย ดังนี้ฯ

กุศลกรรมบถ 10 โดยละเอียด
ประพฤติดีด้วยกาย 3 ประเภท
ประพฤติ ดีด้วยกาย นั้นชื่อว่า กายกรรม คือ ทำกิจการงานด้วยกายอย่าให้ทุกข์เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น กายกรรมที่ให้เกิดทุกข์แก่ผู้อื่นนั้น มี 3 ประการ

   1. คือ อย่าเบียดเบียนร่างกายของท่าน คือ อย่าฆ่า อย่าฟัน อย่าทุบ อย่าตี ร่างกายของท่านผู้อื่นโดยที่สุด เว้นถึงสัตว์ติรัจฉานได้ยิ่งเป็นการดี ตรงภาษาบาลีที่ว่า ปาณาติปาตาเวรมณี ฯ
   2. คือ อย่าเบียดเบียนทรัพย์สมบัติข้าวของของท่านผู้อื่น คืออย่าลักขโมย อย่าฉ้อโกง อย่าเบียดบังเอาข้าวของของท่านผู้อื่น ตรงภาษาบาลที่ว่า อทินฺนาทานาเวรมณี ฯ
   3. คือ อย่าแย่งชิงลักลอบด้วยอำนาจของกายในหญิงที่ท่านหวงห้าม ตรงภาษาบาลีที่ว่า กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีฯ
ประพฤติดีด้วยวาจา 4 ประเภท
ประพฤติดีด้วยวาจา 4 ประเภท (วจีกรรม 4 ประเภท) นั้นได้แก่
   1. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่สัตย์ที่จริง ให้เว้นจากวาจาที่เท็จไม่จริงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า มุสาวาทาเวรมณี ฯ
   2. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันสมานประสานสามัคคีให้ท่านดีต่อกัน ให้เว้นวาจาส่อเสียดยุยงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ปิสุณายาวาจาเวรมณีฯ
   3. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันอ่อนโยน ให้เกิดความยินดีแก่ผู้ฟัง ให้งดเว้นวาจาที่หยาบคาย บริภาษตัดพ้อหยาบๆ คายๆ ให้ผู้ฟังได้รับความเดือดร้อนต่างๆ เสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ผรุสฺสายวาจายเวรมณี ฯ
   4. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่เป็นไปกับด้วยประโยชน์ ให้เว้นวาจาที่เหลวไหล คือพูดเล่นหาประโยชน์มิได้เสีย ตรงกับภาษาลีที่ว่า สมฺผปฺปลาปาวาจายเวรมณี ฯ
ประพฤติดีด้วยใจ 3 ประเภท
ประพฤติดีด้วยใจ 3 ประเภท (มโนกรรม 3 ประเภท) นั้นคือ
   1. คือ ให้ระวังเจตนากรรม ให้สัมประยุตต์ด้วยเมตตาอยู่เสมอ คือ ความดำริของใจ อย่าให้ลุอำนาจแห่งโลภะ คืออย่าเพ่งเอากิเลสกามและวัตถุกามของท่านผู้อื่น อันไม่สมควรแก่ฐานะของตน ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อนภิชฺฌา โหติฯ
   2. คือ ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วยกรุณาอยู่ทุกเมื่อ อย่าให้โทสะ พยาบาท เข้าครอบงำได้ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อพฺพยาปาโท โหติฯ
   3. คือ ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วย มุทิตา อุเบกขา อยู่ทุกเมื่อ อย่าให้ไหลไปในทางผิด ให้เห็นตรงตามคลองธรรมทั้ง 10 นี้อยู่ทุกเมื่อ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า สมฺมทิฎฺฐิโก โหติฯ
โดยภาพรวมแล้ว กุศลกรรมบถ 10
 ก็คือการรักษาศีล5 ที่ให้งดเว้น โดยเพิ่ม
สัมมาวาจาอีก3 อย่าง และมโนกรรม3อย่าง
คืออบรมใจ ให้ปราณีตยิ่งขึ้นเรื่อยๆไปนั่นเอง


 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


 

MEMBER

Statistic

หน้าที่เข้าชม15,464 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด7,672 ครั้ง
เปิดร้าน1 พ.ย. 2555
ร้านค้าอัพเดท24 พ.ย. 2568

Contact us

089-4941905
พูดคุย-สอบถาม